What is PE Ratio?

What is PE Ratio?

The most common way to measure value of a stock is PE Ratio, which can also be written as PER. Mathematically, PE ratio is defined as Stock Price (P) divided by Earnings Per Share (EPS, or E for short). EPS is profit generated by the company (whose ‘P’ we are trying to value) in a year divided by number of shares issued by the company. EPS is really Profit Per Share but the word earnings is commonly used for profits in the financial world. So, PE Ratio translates to the number of years it takes for EPS per year to add up to ‘P’. The larger the number of years needed to add up to ‘P’, the more expensive the stock seems to be. Everything else being equal, a stock with PE Ratio of 20x is more expensive that a stock with PE Ratio of 15x because you have to wait for 5 more years to breakeven.  The letter ‘x’ is a ‘multiplication sign’. 20x means 20 times ‘E’ or 20 years to breakeven on earnings and 15x means 15 years to breakeven on earnings.

PE Ratio is categorized as a form of ‘Relative Based’ valuation method. ‘Relative’ means that the PE ratio number does not directly tell an investor how much the stock is worth. The ratio has its intended meaning only after it is compared with something else. That something else is the PE Ratio of another stock in the similar industry. Sometimes we may hear that stock ‘A’ is attractive, trading at only 10x PE ratio. The person saying this statement assumes that we know that similar companies are trading at higher PE ratio levels. Instead of comparing with other similar companies, one can also use PE ratio of the SET index as a broad benchmark to compare with. For example: PE ratio of the SET index at 20x makes PE ratio of Bangkok Bank (BBL) at 7x look attractive. But what if PE ratio of BBL has been lower than that of SET index for the past 10 years – because of the differences in growth outlook, profitability and capital intensity – then knowing SET index at 20x and BBL at 7x is not very useful to help make decision whether BBL is attractive today. Generally, it is better to compare a stock with others that have similar business.

Since stock market is about investing for future returns, the PE ratio should be calculated based future earnings. Historical earnings have no impact on future share price apart from providing track-record on performance. Typically, investors look at earnings forecasts 1 to 2 years ahead to get the sense of expected earnings growth. The higher the expected earnings growth, the higher the share price investors are willing to buy. Why? Let’s say market expects earnings of company ‘Fast’ to grow at 50% in 2021 while that of company ‘Slow’ – which is in the same business as ‘Fast’ – to grow 8% in 2021.

If we assume both companies have the same PE ratio based on expected earnings in 2020 at 10x, then by 2021, the calculated P/E ratio for ‘Fast’ should drop to 7.8x while that of ‘Slow’ should drop to 9.3x. Now if both companies are expected to have the same level of growth in future years beyond 2021 (and they have the same business with same profile of profitability), then investors would put them on the same valuation by end-2021 and assuming that to be 10x again.

Investors will be willing to pay a higher price for ‘Fast’ until its P/E ratio rises from 7.8x to 10x, an increase of 28% in share price. Meanwhile, share price of ‘Slow’, would only increase by 8% for its P/E ratio to rise from 9.3x to 10x. Based on the example above, ‘Fast’ would generate expected return of 28% and ‘Slow’ 8% and that is simply because it is expected to enjoy stronger earnings growth. Earnings growth is a strong driver to share price and P/E ratio provides the measurements between changes in  Price (P) and Earnings (E).

#PE_ratios

#Investment

P/E คืออะไร

อัตราส่วนทางการเงิน P/E หรือ PER ที่หลายๆคนอาจจะคุ้นเคย เป็นวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งใช้หลักการคำนวณง่ายๆ โดยนำราคาหุ้น (P) หาร ด้วยกำไรต่อหุ้น (E ) ซึ่ง นักการเงินนิยมเรียกว่า Earning per Share โดย อัตราส่วน P/E บ่งบอกถึงระยะเวลา หรือ จำนวนปีที่กำไรต่อหุ้นจะมีมูลค่าเทียบเท่ากับราคาหุ้น หรือ จุดคุ้มทุน ดังนั้นหุ้นที่มี P/E สูงเท่าไหร่ย่อม สะท้อนจำนวนปีที่ยาวนานจนกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน และอาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาสูง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน จึงขอยกตัวอย่างหุ้นสองตัวที่มีคุณลักษณะเหมือนกันทุกประการ โดยที่ P/E ของหุ้นตัวแรกคือ 15x และ P/E ของหุ้นตัวที่สอง คือ 20x ดังนั้นตัวอย่างหุ้นสองตัวนี้แสดงให้เห็นว่า หุ้นตัวที่สองย่อมแพงกว่าหุ้นตัวแรก เพราะใช้เวลาในการคืนทุนสูงกว่าหุ้นตัวเที่สองถึง 5 ปี เป็นต้น

ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า P/E เป็นลักษณะการประเมินมูลค่าชังเปรียบเทียบ (Relative Valuation) ดังนั้น การวิเคราะห์ P/E จึงควรนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ชี้วัดอื่นๆ ซึ่งโดยทั่วไป นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบ P/E ของหุ้นที่กำลังสนใจ กับ P/E ของหุ้นตัวอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เราอาจจะเคยได้ยินวงสนทนานักลงทุนพูดตคุยว่า “หุ้นตัวนี้ราคาถูก P/E แค่ 10 เท่าเอง ” ซึ่งคำกล่าวตามตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า คู่สนทนาเข้าใจว่า หุ้นตัวอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันนั้น ซื้อขายกันที่ P/E สูงกว่า 10 เท่านั่นเอง นอกจากนี้ บางคนอาจจะเคยนำ P/E ของหุ้นไปเทียบกับ P/E ของตลาดหลักทรัพย์ โดยให้เหตุผลว่า P/E ของตลาดสะท้อนภาพในมุมกว้างกว่า เราลองพิจารณาการเปรียบเทียบ P/E ของหุ้นของธนาคารกรุงเทพ (BBL) ( P/E  ประมาณ 7 เท่า) เมื่อเทียบกับ P/E ของตลาดหลักทรัพย์ (P/E  ประมาณ 20 เท่า) ซึ่งการเปรียบเทียบในลักษณะนี้ อาจจะทำให้ นักลงทุนรู้สึกว่าหุ้นของธนาคารกรุงเทพราคาถูก เมื่อเทียบกับ P/E ของ SET แต่ถ้าสมมุติว่า P/E ของ BBL อยู่ที่ระดับ 7 เท่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากศักยภาพในการเติบโต สถานการณ์ทางธุรกิจ อุตสาหกรรม รวมถึงการใช้เงินทุน จึงแสดงให้เห็นว่าการเปรียบเทียบ P/E ของ  BBL กับ P/E ของ SET ไม่ได้ช่วยตอบโจทย์ว่า BBL น่าลงทุนหรือไม่ ดังนั้นตัวอย่างดังกล่าวคือการตอกย้ำ แนวทางการวิเคราะห์ P/E ที่เหมาะสม คือการเปรียบเทียบ P/E ของหุ้นที่มีลักษณะใกล้เคียงและอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ประเด็นที่สำคัญประการสุดท้าย เกี่ยวข้องกับ กำไรต่อหุ้น (Earning per Share) ที่ควรนำมาใช้คำนวณ P/E โดยทั่วไปนักลงทุนให้ความสำคัญกับผลกำไรในอนาคต ดังนั้นการเลือก Earning ที่เหมาะสำหรับการคำนวณอัตราส่วน P/E คือ การใช้ประมาณการณ์กำไรต่อหุ้น (Projected EPS) ประมาณ 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งประมาณการณ์กำไรต่อหุ้น (Projected EPS) แสดงให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตของหุ้นตัวนั้นๆ และถือเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในของหุ้นที่สำคัญประการหนึ่ง เรามาลองพิจารณาตัวอย่างว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นสัมพันธ์กับ P/E อย่างไร

  • สมมุติว่า เรามีหุ้นเพียงสองบริษัทที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ บริษัท Fast และ Slow โดยทั้งสอง ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีลักษณะอื่นๆ เหมือนกันทุกประการ กำไรต่อหุ้น ของ Fast และ Slow เท่ากัน และ P/E อยู่ที่ 10 เท่า ในปี 2020
  • จากตัวอย่างดังกล่าว นักลงทุนคาดว่า ในปี 2021 กำไรต่อหุ้น ของ Fast จะเติบโตประมาณร้อยละ 50 ในขณะที่ กำไรต่อหุ้นของ Slow จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นของกำไรต่อหุ้นนี้ จะส่งผลให้ P/E ของ Fast ปรับตัวลดลง มาที่ 8 เท่า และ 9.3 เท่า ตามลำดับ ซึ่ง เราจะเห็นได้ว่า P/E ของ Fast จะปรับลง เมื่อเทียบกับ P/E ของ  Slow เนื่องจาก EPS ของ Fast เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า Slow
  • หลังจาก 2021 เป็นต้นไป Fast และ Slow จะกลับมามีอัตราการเติบโตทางธุรกิจ และผลกำไรในอัตราที่เท่ากัน ดังนั้น นักลงทุนจะประเมินมูลค่าของ ทั้งสองบริษัทในระดับเดียวกัน โดยเราสมมุมติว่า P/E หลังจากปี 2021 เป็นต้นไป จะกลับมาอยู่ที่ระดับ 10 เท่า    ตัวอย่างสมมุติของ Fast  และ Slow ทำให้เราเห็นว่า นักลงทุน พร้อมที่ ซื้อหุ้นของ Fast จนกว่า P/E จะกลับมาอยู่ที่ระดับ 10 เท่า เพราะความคาดหวังในอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า Slow (ร้อยละ 28 เทียบกับอัตราผลตอบแทนร้อยละ 8) เนื่องจากความคาดหวังว่า Fast จะสามารถสร้างอัตราการเติบโตในผลกำไรต่อหุ้นได้สูงกว่านั่นเอง

ดังนั้นอัตราการเติบโตของกำไรจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า P/E ถือเป็นอัตราส่วนบ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงในราคาหุ้นและผลกำไร นั่นเอง

#PE_ratios

#Investment

 

Related Posts

Swisstech Pitchinar งานแสดงศักยภาพเทคสตาร์ทอัพจากสวิสเซอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 swissnex China (หน่วยงานรัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ สำนักงานสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยความร่วมมือขององค์กรพันธมิตรต่าง

Read more "Swisstech Pitchinar งานแสดงศักยภาพเทคสตาร์ทอัพจากสวิสเซอร์แลนด์"

การพัฒนา ความยั่งยืน และการลงทุน (Sustainability & Investment) ตอนที่ 1

ตอนที่ 1 เมื่อกล่าวถึงการลงทุนและความยั่งยืน หลายๆคนอาจจะคุ้นกับคำว่า Environmental, Social & Governance (ESG) Investing หรือกลยุทธ์การลงทุนโดยการพิจารณากลยุทธ์ของธุรกิจ

Read more "การพัฒนา ความยั่งยืน และการลงทุน (Sustainability & Investment) ตอนที่ 1"