Target price: why it is almost always wrong

Target price: why it is almost always wrong

I freely admit that I do not understand why the market entertains the concept of ‘target price’ despite a 30-year career as an equity analyst, and for a period, tasked with managing research teams. Target price usually refers to the expected stock price in the future, usually 12 months. In my opinion, it is almost always completely useless.

Prior to year 2000, equity analysts never had to set ‘target price’. When we talked to clients then, we used to say, ‘this stock is expected to see earnings growth of 15% and is currently trading at 12x PER, which looks attractive compared to its peers etc. etc.’. It was up to investors and fund managers on how to use the information in the context of their perspectives on country, regional growth, global growth, and liquidity.  As global equity market grew and drew in a wider investor base, media started to serve financial news to the mass market and that was led by CNBC. How do you sell a complicated proposition to a person who is not an expert in the financial market? You simplify. All the ideas about earnings growth, valuation and market dynamics get crystallized into one simple number call ‘target price’. I do not  know if this idea was created by the media or the brokering community, but it does not matter as it did the job. It has become so popular that even institutions do widely discuss about target prices.

Let us first understand what drives share prices. Summarily, share prices are the results of:

  1. investors’ expectations on the company’s profit outlook relative to its peers’ attractiveness
  2. industry trends and macro-economic outlook.

What is meant by the first factor is that supposing company “A” looks to have strong earnings growth while, company “B” and company “C”, which are “A”’s peers (same industry, similar business model) happen to have mediocre earnings outlook. This will encourage investors to be more willing to pay a higher value for “A” shares than either “B” or “C”. (In the previous article we talked about why a company with higher earnings growth will see higher value in the form of Price / Earnings Ratio or PER). If the entire industry is expected to do well, which means “A”, “B” and “C” are all expected to see strong earnings growth, values that investors expect to pay for these companies will be high for all. Any difference between them would be because of company-specific reasons like quality of management, strategic direction, capital structure etc.

Comparing companies across different industry is more difficult as valuation of one industry (making up of individual companies such as “A”, “B” and “C”) is likely to have different dynamics from another, which is made up of other companies such as “X”, “Y” and “Z”. These are factors related to operating environment such as position in life cycle, extent of regulatory oversight, competitiveness (regionally or globally), technology adoption, lifestyle changes etc.

All these industries are operating within a country whose internal resources and economic agenda differentiate the competitiveness of the industries within the country and from one country to another. Now the free flow of capital in trade and investments are motivated by the exploitation of differences in competitiveness. This is a dynamic process and is what capitalism is all about

So, when a research report estimates the ‘target price’ of a company, what happens is that the earnings estimate of a company is multiplied with a target PE Ratio to get the result. (This is assuming the analyst doing the report adopts the PER approach, which is the most common approach anyway).  This target “PER” is typically based on historical average of the past few years.

Despite hours of hard work in analysis and thinking that goes into the process of estimating earnings, setting of a target price is based on a historical PER average – and that too, a poor average. Why? By now we should appreciate that this historical PER reflects the average conditions of interplay between the choice of stock investment, industry dynamics, local economy, and global economy of those years.

There is a way to overcome this backward-looking process of finding the right target PER. However, we will leave this discussion until later. For now, when you come across target price again, remember what sort of ‘stuff’ goes in there.

Multi-layer operating environments interact to generate what we observe as PE Ratio in the past.  The ratio is multiplied with earnings estimate to arrive at Target Stock price.

ราคาเป้าหมาย (Target Price) คือ ราคาประเมินของหุ้นในอนาคต (กรอบเวลาการประมาณการณ์ประมาณ 12 เดือน) ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานด้านการวิเคราะห์หลักทรัพย์กว่า 30 ปี ทั้งในฐานะนักวิเคราะห์และผู้ดูแลฝ่ายงานวิจัย ผมยอมรับว่าผมตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมตลาดทุนถึงให้ความสนใจกับแนวคิดและการคาดการณ์ “ราคาเป้าหมาย” ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัว “ราคาเป้าหมาย” ไม่ได้ให้ข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อราคาหุ้นเท่าไหร่นัก

อันที่จริง ราคาเป้าหมาย กลายเป็นตัวชี้วัดที่ได้รับความนิยมหลังจากปี 2543 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้น แนวทางการสื่อสารของนักวิเคราะห์คือ นำเสนอข้อมูลทุกด้านต่างๆเกี่ยวกับหุ้นนั้นๆ เช่น เราคาดคาดการณ์อัตราเติบโตของผลกำไรอยู่ที่ร้อยละ 15 และมีอัตรา P/E 12 เท่า ซึ่งดูน่าสนใจเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้งนี้ นักลงทุนหรือผู้จัดการกองทุนจะนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจลงทุน ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทและมุมมองของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก รวมถึงสภาพคล่อง ณ ขณะนั้น

นับจากปี 2543 อัตราการเติบโตของตลาดทุนทั่วโลกสร้างความสนใจและก่อให้เกิดการขยายฐานนักลงทุน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สำนักข่าวเริ่มนำเสนอข่าวด้านการเงินการลงทุนสู่ตลาดมวลชน (Mass market) ซึ่ง สำนักข่าว CNBC ถือเป็นสำนักข่าวอันดับต้นๆที่ริเริ่มแนวทางดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการปรับรูปแบบการนำเสนอการวิเคราะห์และประเมินมูลค่าหุ้นที่มีองค์ประกอบมากมาย ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ซึ่งการประมวลขั้นตอนต่างๆในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้ตกผลึกเป็นตัวชี้วัดที่เรียกว่า “ราคาเป้าหมาย” ที่กลายเป็นตัวชี้วัดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ก่อนที่เราจะมาทำความเข้าใจ ข้อจำกัดของ ราคาเป้าหมาย เราลองทบทวนปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้น ซึ่งอาจกล่าวโดยรวมได้ว่า มีสองปัจจัยดังนี้คือ

• ความคาดหวังของนักลงทุนต่อผลกำไรในอนาคตของบริษัทเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม
• แนวโน้มอุตสาหกรรมและสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต


หากนักลงทุนกำลังพิจารณาการลงทุนในบริษัท A B C และคาดการณ์ว่า บริษัท A มีแนวโน้มที่จะสร้างอัตราการเติบโตของผลกำไร ที่ดีกว่า บริษัท B และ C ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน นักลงทุนย่อมสนใจลงทุนในหุ้นของบริษัท A และยินดีที่จะซื้อหุ้นในราคาที่สูงกว่า หุ้นของบริษัท B และบริษัท C (ตามที่ได้อธิบายไว้ในบทความเกี่ยวกับ Price to Earning Ratio) ในกรณีที่ภาวะอุตสาหกรรมมีอัตราการขยายตัวที่ดี นักลงย่อมยินดีที่จะซื้อหุ้นของบริษัท A บริษัท B และ C ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ ความแตกต่างด้านราคาของหุ้นนั้นเกิดขึ้นจากลักษณะเฉพาะของแต่ละบริษัท เช่น ประสบการณ์ของทีมผู้ผู้บริหาร กลยุทธ์ทางธุรกิจ โครงสร้างต้นทุนทางการเงิน เป็นต้น


ในกรณีที่นักลงทุนสนใจลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ต่างกัน ย่อมต้องให้ความสำคัญต่อปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ในกระบวนการประเมินมูลค่าหุ้น เนื่องจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ย่อมมีพลวัตที่แตกต่างจากการประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียว ซึ่งการวิเคราะห์อุตสาหกรรมต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อภาคอุตสาหกรรมนั้นๆ เช่น วงจรผลิตภัณฑ์ การกำกับดูแลในอุตสาหกรรมนั้นๆ ความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก การยอมรับเทคโนโลยี รวมถึง แนวโน้มการบริโภค เป็นต้น นอกจากนี้การวิเคราะห์อุตสาหกรรมจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจควบคู่กันไป เนื่องจากประเทศต่างๆย่อมมีบริบทด้านทรัพยากร การบริหารจัดการที่แตกต่างกันและจึงส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในแต่ละประเทศมีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบต่างกันไป และถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไปยังประเทศที่มีขีดความสามารถโดดเด่นตามแนวคิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีภายใต้ระบบทุนนิยม

หากเราลองพิจารณาวิธีการคำนวณ “ราคาเป้าหมาย” ซึ่งโดยทั่วไปนักวิเคราะห์จำนวนมากมักจะคำนวณโดย ประมาณการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัท นำมาคูณกับ Target PER ซึ่ง เป็นคำนวณจากค่าเฉลี่ย P/E ในอดีต และไม่ว่านักวิเคราะห์จะใช้เวลามากแค่ไหนในกระบวนการวิเคราะห์และประมาณการณ์ “ราคาเป้าหมาย” ผลลัพธ์ที่ได้มักจะคลาดเคลื่อนแทบทุกครั้ง เนื่องจากวิธีการคำนวณ “ราคาเป้าหมาย” ยังคงใช้ ค่า P/E ถัวเฉลี่ยจากปีที่ผ่านๆมา ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ถือเป็นข้อมูลที่เหมาะสม เนื่องจากข้อมูลในอดีตนั้น สะท้อนภาพของเศรษฐกิจ ภาวะการลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมในช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้ว และไม่สามารถบ่งชี้ข้อมูลใดๆในอนาคต ซึ่งเราจะกล่าวถึงวิธีการอื่นๆที่สามารถใช้ประเมิน Target P/E ที่สามารถเลี่ยงปัญหาการใช้ข้อมูลในอดีตได้ ในโอกาสต่อไป

ส่งท้ายบทความฉบับนี้ด้วยภาพสรุปปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาหุ้น เพื่อให้คุณเห็นภาพว่า ปัจจัยต่างๆที่ใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ “ราคาเป้าหมาย” ประกอบไปด้วยกระบวนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านใดบ้าง

Susheel Narula

Related Posts

Sustainability & Investment ตอนที่ 2

Principles of Responsible Investment หรือที่เรียกสั้นๆว่า PRI  คือ หลักปฏิบัติ 6 ประการ* ที่มีวัตถุประสงค์หลักให้นักลงทุนผนวกปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและหลักธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อใช้ในการตัดสินใจด้านการลงทุนและการมีส่วนร่วมของผู้ถือหุ้น

Read more "Sustainability & Investment ตอนที่ 2"