การบริหารจัดการกำไร

การบริหารจัดการกำไร

บทความนี้ผมขอพูดคุยแตกประเด็นลงลึกเกี่ยวกับการบริหารจัดการ “กำไร (Profit)” ด้วยแง่มุมของศาสตร์ด้านการบริหาร (Management Science)

เมื่อพูดถึงการบริหารกำไร หัวใจหลักเพียงหนึ่งเดียว คือ การวิเคราะห์ข้อมูล

การบริหารจัดการกำไรจึงอาศัยคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  1. ความถูกต้องของข้อมูล (Precise)
  2. ความลึกและตรงประเด็นของข้อมูล (Insightful)
  3. ความเร็วของข้อมูล (Recentness)
  4. แผนตอบโต้ที่ชัดเจน (Explicit Action Plan)

ขอเริ่มด้วยแผนการตอบโต้ที่ชัดเจน (Explicit Action Plan) ซึ่งคือผลลัพท์กึ่งอัตโนมัติจากการบรรลุคุณสมบัติในข้อ 1 ถึงข้อ 3 กล่าวคือ แผนการตอบโต้ที่ชัดเจนเกิดจากข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ลึก ตรงประเด็น และทันการณ์ จนสามารถชี้ชัดให้เห็นปัจจัยสนับสนุน (Key Drivers) ตัวที่ก่อให้เกิดผลกำไร/ขาดทุนดังกล่าว ลองคิดภาพกลับว่ากระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารจะมีโอกาสผิดพลาดเพียงใด เมื่อนักวิเคราะห์การเงิน (Financial Analyst) ของบริษัทที่เราจ้างเข้ามารายงานนำเสนอผลประกอบการในงวดบัญชีหนึ่ง โดยมีเพียงข้อมูล รายได้ ลบด้วยต้นทุน/ค่าใช้จ่าย เกิดเป็นกำไร/ขาดทุน พร้อมกับนำเสนอปากเปล่า เล่าเรื่องราวสาเหตุของการขยับเพิ่มขึ้นลดลงต่างๆ อย่างเป็นตุเป็นตะ ดูน่าเชื่อถือ แต่ไม่มีข้อมูลเชิงลึกลงไปอีกชั้นหรือสองชั้นเพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Causality) ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ของผลกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นในงวดนั้นๆ

ส่วนคำว่า “กึ่งอัติโนมัติ” จะช่วยสะกิดเตือนเราสั้นๆว่า แผนตอบโต้ที่ชัดเจนไม่ได้มาจากข้อมูลที่ดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ต้องมาจากจินตนาการ ความสามารถ และประสบการณ์ของทีมผู้บริหารในการคิดและออกแบบแผนตอบโต้ดังกล่าวอย่างรอบด้านและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการมีระบบการควบคุมกระบวนการบริหาร (Management Control System) อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อควบคุม ติดตาม และทำหน้าที่เป็นมาตรวัดประสิทธิภาพของแผนตอบโต้อย่างต่อเนื่องและเป็นพลวัต

แผนตอบโต้ที่ชัดเจนคือผลลัพท์ปลายทางในกระบวนการบริหารจัดการกำไร ในขณะที่คุณสมบัติต้นทางที่สำคัญ คือ การจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพซึ่งหน้าที่หลักตกอยู่กับศาสตร์ที่เรียกว่า Accounting

หลักการจัดการข้อมูลผ่านศาสตร์ของ Accounting Management มีประเด็นพิจารณาสำคัญ 2 ประเด็นดังนี้

ประการแรก ต้องปรับความเข้าใจว่า โดยแท้จริงแล้ว Accounting เป็นศาสตร์ที่ใช้ในการบริหารทั้งชุดข้อมูลทางการเงิน (Financial Metrics) และชุดข้อมูลเชิงปฎิบัติการ (Operational Metrics) แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เข้าใจว่าผลลัพท์ของ accounting คืองบการเงินและงบส่งสรรพากรเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ทางวิชาการจึงคัดสรรจัดแบ่งศาสตร์ของ Accounting Management เป็น 2 ช่วงชั้น ได้แก่ Financial Accounting ซึ่งเน้นการเปิดเผยชุดข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีและ/หรือกฎหมายภาษีอากร ต่อผู้มีส่วนได้เสีย  (Stakeholders) ต่างๆ เท่านั้น ซึ่งทำให้ยังขาดคุณสมบัติด้านความลึกของข้อมูล (Insight) ในขณะที่ Management Accounting จะเน้นการสื่อสารข้อมูลเชิงลึกกับผู้บริหารเป็นหลัก ชุดข้อมูลจึงมีความยืดหยุ่น และเปิดช่องในการใช้จินตนาการออกแบบข้อมูลผสมผสานระหว่าง Financial Metrics และ Operational Metrics

ดังนั้นหลักการบริหารจัดการ ”กำไร” ควรเน้นไปที่ศาสตร์ของ Management Accounting

ประการที่สอง จะกล่าวถึงความสำคัญของระบบบัญชี และความสัมพันธ์อันก่อให้เกิดข้อมูลที่มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วน ลึกตรงประเด็น และทันการณ์

ระบบบัญชี (Accounting System) คือระบบเก็บกวาด คัดสรร จัดหมวดหมู่ ข้อมูลกิจกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างสะเปะสะปะ กระจัดกระจายไปทั่วองค์กร ให้รวมศูนย์สอดคล้องเป็นแหล่งเดียว (ไม่รวมข้อมูลที่เกิดจากกระบวนการคิดและล่องลอยอยู่ในอากาศ เช่น แผนกลยุทธ์ต่างๆ นโยบายต่างๆ ที่ผู้บริหารประชุม หารือ พูดคุยกัน เป็นต้น ซึ่งข้อมูลลักษณะดังกล่าวจะต้องอาศัยศาสตร์ของการบริหารจัดการที่แตกต่างกันออกไป เช่น ศาสตร์ของ Strategic Planning เป็นต้น)

ดังนั้น ระบบบัญชีที่มีประสิทธิภาพจะต้องอาศัยความรู้ด้านการบริหารจัดการกระบวนการธุรกิจหรือที่เราเรียกกันว่า Business Process เพื่อกางแผ่กระบวนการและกิจกรรมทางธุรกิจทุกอย่างที่เกิดขึ้นในกิจการทั้งหมด แล้วนำมาผนวกกับความรู้เกี่ยวกับการบันทึกบัญชี ซึ่งเป็นแกนหลักของการควบคุมวิธีการ “บันทึก” (recording) รายการกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ อย่างถูกต้องและเป็นระบบ

แต่แค่การประสานระหว่าง Business Process และการบันทึกบัญชีคงยังไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความผิดพลาดของข้อมูลน้อยที่สุด กอปรกับข้อมูลต้องทันการณ์ เราจึงจำเป็นจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า Enterprise Resource Planning (ERP) ซึ่งเปรียบเสมือนระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบบัญชี เป็นหน่วยการันตีคุณสมบัติของข้อมูลในด้านความทันการณ์และความถูกต้อง ซึ่งขนาดของการลงทุนใน ERP ที่ว่านี้ จะขึ้นอยู่กับปริมาณกิจกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้น หรือขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจนั่นเอง

สุดท้ายและขาดไปไม่ได้คือศาสตร์ของ Management Accounting ซึ่งเป็นชุดความรู้ที่ทำหน้าที่คำนวณ ขมวด และปรับแต่ง ข้อมูลดิบของกิจกรรมทางธุรกิจทุกอย่างที่เราบันทึกไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนแล้วข้างต้น ให้เป็นข้อมูลที่มีความหมาย มีความลึกและตรงประเด็น บ่งบอกความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่เกิดขึ้นของแต่ละกิจกกรรมทางธุรกิจได้ ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจและคิดแผนตอบโต้ได้ตรงจุด ไม่คลุมเครือ โดยปัจจุบันงานวิจัยทางธุรกิจหลายชิ้นพยายามเชื่อมโยงหลักการของ Management Accounting และ Performance Measurement เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนขึ้นเรื่อยๆ อันจะได้มีโอกาสกล่าวต่อไป

 

PARINYA WONGPETKAO

#Corporate Finance

#forSME

 

Related Posts

การบริหารจัดการ ธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ ช่วงวิกฤตโควิด 19 และการเตรียมความพร้อมรับ New Normal

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ทาง Plug and Play Tech Centre สำนักงานประเทศฝรั่งเศส ได้จัดงานเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อการบริหารธุรกิจค้าปลีกช่วงล๊อคดาวน์ และ

Read more "การบริหารจัดการ ธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ ช่วงวิกฤตโควิด 19 และการเตรียมความพร้อมรับ New Normal"

Cash versus Profit ?

ด้วยประสบการณ์จากการทำงานที่ปรึกษาการเงิน (Financial Advisor) ให้กับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมาก ได้ปรากฎข้อสรุปที่น่าแปลกใจว่า

Read more "Cash versus Profit ?"